แนวทางการหาสินค้าทำเงินบน Amazon ในปี 2022

ไม่ได้เขียนถึงการหาไอเดียสินค้ามาสักพัก วันนี้ลองมาดูกันครับว่ามันยากหรือง่ายกว่าเดิม

สิ่งที่ต้องมีคือโปรแกรมช่วยวิเคราะห์สินค้า จะเป็น Jungle Scout หรือ H10 ก็ได้

เราจะใช้ฟังชั่น Product research > Opportunity Finder(รูปที่ 1)

แนวทางการหาสินค้าทำเงินบน Amazon ด้วย jungle scout


*ถ้าคุณมีงบจำกัดหรือยังไม่อยากลงทุนกับโปรแกรม ผมแนะนำว่าให้เลือกแพคเกจต่ำสุด 49$ แล้วยกเลิกก่อนเจ็ดวัน (ก็คือใช้ฟรีเจ็ดวัน)

Opportunity Finder จะเป็นการให้เราตั้งเงื่อนไข เพื่อ niche หรือตลาดที่เราสนใจออกมา
ความลับอยู่ตรงนี้ครับ (รูปที่สอง)

วิเคราะห์สินค้า ขายของใน amazon

การตั้งเงื่อนไขถ้าเราตั้งให้ดีเลิศเกินไป มันจะเจอแต่สินค้าที่แข่งขันสูง ยากที่จะได้ผุดและเกิด หรือต้องใช้ทุนสูงมากเพื่อเริ่มต้น ตรงนี้ผมแนะนำว่าให้ตั้งต่ำๆ ไว้ก่อน เช่น คัดสินค้าในหมวดหมู่ office ที่มียอดขายขั้นต่ำเดือนละ 30 ออเดอร์ (ตกวันละ 1 ออเดอร์) มาให้ดูหน่อย เป็นต้น

ในรูปที่สอง ผมตั้งเงื่อนไขโดยเลือก 3 หมวดหมู่ที่บริหารจัดการง่ายหน่อย เหมาะกับการเริ่มต้น เพราะไม่เกี่ยวกับร่างกาย ไม่เกี่ยวกะไฟฟ้า และติดข้อกำหนดยิบย่อย จากนั้นผมเลือกกำหนดยอดขาย 30 -> 500 (ตรงจุดที่สอง) ซึ่ง 500 นี่ผมก็ว่ายังเยอะอยู่นะ โดยเฉพาะกับการเริ่มต้น ผมว่า 100-200 น่าจะเหมาะ

จุดที่สามจะเป็นการกำหนดช่วงราคาของสินค้า ตรงนี้ก็สำคัญครับ เพราะสินค้าที่เราเลือกที่จะขายราคาสูง หมายความว่าต้นทุนต่อชิ้นเราก็เพิ่มตาม แต่ถ้าดูแต่สินค้าราคาต่ำ ก็มีโอกาสที่ค่าธรรมเนียมต่างๆ จะกินหมด ราคาระหว่าง 15-40 ก็น่าจะโอเค

จุดที่สี่เป็นการกำหนดการแข่งขันในตลาดนั้นๆ การแข่งขันสูงแง่นึงมันก็ดีที่เรามีโอกาสทำยอดขายได้เยอะ แต่การเข้าไปแข่งมันก็ยากตามไปด้วยครับ จุดนี้ผมเลือกที่ very low – low

จุดที่ห้าเป็นการกำหนดว่าตลาดสินค้านั้นมีลักษณะแบบยอดขายพุ่งเป็นช่วงเวลารึเปล่า เช่น หมวกซานต้าที่ยอดพุ่งในช่วงปีใหม่ จุดนี้ผมเลือก verylow – medium คือ ไม่ต้องพุ่ง ขอแบบไปเรื่อยๆ (ถ้าเลือกแบบ verylow สุดๆ เลย ผมว่าก็ดีนะ) และจุดที่หก คือให้ระบบพยายามคัดสินค้าที่มีแบรนด์ออก

สิ่งที่ทำให้คุณเจอหรือไม่เจอสินค้าก็จะอยู่ที่การตั้งค่าเหล่านี้ครับ

การเลือกสินค้ามาขายบน amazon

หลังจากนั้นมาดูผลลัพธ์ที่ระบบจัดมาให้ ผมอยากให้ลองโฟกัสที่ช่องแรก คือ Niche ตัวนี้จะเป็น คียเวิรด ของตลาด ตรงนี้จะต้องใช้ประสบการณ์เข้ามาช่วยในการคัดเลือก เบื้องต้นเราจะมองข้าม niche ที่มีแบรนดสินค้าติดมาไปเลย เช่น Nectar, epson เป็นต้น

อย่างที่บอกว่าตรงนี้ต้องใช้ประสบการณ์ ค่อยๆ ดูไปครับ เทคนิคอีกข้อคือ ให้เรามองหา keyword ที่มีความยาวมากกว่า 3 คำขึ้นไปเพื่อให้ keyword นั้นบ่งบอกความเฉพาะเจาะจงของสินค้าจากเงือ่นไขที่ผมตั้งค่าไว้นี้ ตัวอย่าง niche ที่น่าสนใจ ก็ประมาณนี้ครับ

  • Tri Fold Poster Board
  • Fridge Organizer Drawer
  • Under Shelf Spice Rack
  • Acrylic File Box
  • Wrap Dispenser With Cutter
  • Foil And Plastic Wrap Organizer
  • Presentation Boards Tri-Fold
  • Wheat Straw Dinnerware Sets
  • large stencils for painting wall
  • gold cake cutting set
  • bathroom floor tiles peel and stick waterproof

เหล่านี้คือ niche น่าสนใจ แข่งขันไม่สูง และมีความต้องการของตลาด

จากตรงนี้ก็จะเข้าสู่การเลือกละว่าจะลองตัวไหน โดยเงื่อนไขก็จะแตกต่างกันไปตามความสะดวกของแต่ละคน สินค้าบางตัวแข่งขันน้อยมากๆ แต่อาจจะต้องลงทุนสูง (เพราะราคาต่อชิ้นแพง) เป็นต้น

ขั้นตอนไปคือ เอา keyword นั้นไปลองค้นหาในเว็บ amazon จริงๆ โดยจุดที่สำคัญมากๆ คือ จะต้องเลือกที่อยู่ให้เป็นรัฐไหนก็ได้ใน usa ด้วย เพื่อให้ระบบแสดงผลการค้นหาเป็นสินค้าที่มีขายในอเมริกาจริงๆ (ตามในรูปที่สี่)

ขายของใน amazon

ขั้นตอนนี้ เราจะดู 3 เรื่อง

  1. มีสินค้าอยู่ในผลการค้นหาประมาณเท่าไหร่ (ตามที่วงไว้ในรูป)
  2. อันดับต้นๆ มีลิสที่มีรีวิวหลักหน่วยปนเข้ามาบ้างมั้ย (ถ้ามีคือดี)
  3. สินค้าที่โชว์ขึ้นมา ตรงกับ keyword ที่ค้นหามั้ย (บ่อยครั้งที่อเมซอนจำเป็นต้องดึงที่สินค้าใกล้เคียงมาโชว์ด้วย เพราะสินค้าที่ตรง keyword จริงๆ มันมีไม่พอ) เช่น ถ้าคุณค้นหา Acrylic File Box จะเห็นลิสที่เป็นกล่องพลาสติกปนเข้ามาด้วย แบบนี้ ถ้าเราขาย Acrylic จริงๆ โอกาสที่ลิสเราจะดันอันดับง่ายมาก เพราะตรงกว่า

ผมลองเลือกมาตัวนึง เพื่อเอาไปดูต้นทุนในเว็บ alibaba (ตามรูปสุดท้าย)

สินค้าขายส่งบน alibaba

อีกสักตัวอย่าง… ผมเลือกหมวดหมู่อุปกรณ์สัตว์เลี้ยง

ขายของใน amazon หมวดหมู่สัตว์เลี้ยง

กำหนดค่าตามรูปที่หนึ่งก็จะได้ niche มาจำนวนหนึ่ง ไล่ดูคร่าวๆ โดยข้าม niche ที่มีแบรนดผสมอยู่ไป ก็มาสะดุดคำว่า Guinea Pig Grooming Kit คำที่ผมไม่รู้จักก็คือ Guinea Pig แต่คำหลังก็พอคุ้นอยู่ ง่ายๆ ก็คือลองไปค้นในกูเกิลก็รู้ละว่ามันคือหนูชนิดนึง ดังนั้นนี่ก็คือ niche อุปกรณ์ตัดแต่งขนหนูตะเภา (เออ แปลกดี ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีคนต้องการสินค้าแบบนี้)

หนูตะเภาใน google

ประเด็นก็คือ เอาอุปกรณ์ตัดแต่งขนของสัตว์ขนาดเล็กมาทำตลาดกับกลุ่มลูกค้าที่เลี้ยงหนูตะเภา ซึ่งตัวสินค้าจริงๆ มันก็อันเดียวกัน จะตัดขนแมว, ขนหนู, ขนหมาน้อย ก็ชุดเดียวกันนี่แล

ขายสินค้าบน amazon

ลองไปค้นใน amazon เราก็จะเห็นว่ามีคู่แข่งแค่ไม่กี่ราย

ลองไปดูต้นทุนสินค้าใน alibaba เห็นราคาทุนแล้วก็สบายใจ ตามในภาพตัวอย่าง (จัดว่าเป็นสินค้าที่ต้นทุนต่อชิ้นไม่สูง)

ต้นทุนสินค้าราคาส่งใน alibaba

niche นี้คุณก็สามารถเริ่มต้นทดลองได้ภายในงบไม่เกินหมื่นบาท ด้วยแนวทางคร่าวๆ ที่เริ่มต้นด้วยการสั่งสินค้ามาสัก 10 ชุดก่อน แล้ว ลองส่งไป FBA จากนั้นกันเงินไว้ สำหรับจ้างเขียน product listing ส่วนนึงเอาไว้ จ้างตัดต่อรูป และอีกส่วนเอาไว้สำหรับเป็นงบโฆษณา

เหล่านี้ก็เป็นแนวทางในการคัดเลือก niche หรือสินค้าที่ผมคิดว่ายังเวิรคอยู่ในปี 2022 นี้ สำหรับผม เงื่อนไขสำคัญคือ ต้องเริ่มต้นได้แบบใช้เงินทุนไม่สูงเกินไป เพราะสำหรับท่านที่มีทุนหนา สัจธรรมที่ว่า ให้เงินทำงาน ยังคงเป็นเรื่องจริงเสมอ

Leave a Comment