amazon กับตัวช่วยสำหรับคนที่ต้องการทำ Brand Registry 2020

จะเรียกว่าเป็นข่าวดีได้มั้ย (ไม่แน่ใจ) แต่ Amazon IP Accelerator Program ดูจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากสำหรับคนที่วางแผนจะจด trademark เพื่อดำเนินการลงทะเบียน Brand registry บนอเมซอน

แต่เดิม การจะได้รับสิทธิของ Brand registry บนอเมซอน ขั้นตอนจะเป็นประมาณนี้

  1. ลิสสินค้า
  2. จด trademark (รอประมาณ 8-10เดือน) – มีค่าใช้จ่าย
  3. นำ serial number ของ trademark มาดำเนินการ Brand registry กับอเมซอน – ฟรี

กระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณ 10เดือน ขึ้นกับว่าขั้นตอนการจด TM ช้าหรือเร็ว เอกสารมีที่ต้องแก้ไขรึเปล่า บลาๆๆ

ในปีนี้ amazon ออกเครื่องมือชื่อ Amazon IP Accelerator Program มาเพื่อช่วย Brand ดังนี้ครับ

หลักการของมันคือ อเมซอนคัดบริษัททนายที่เชี่ยวชาญด้าน trademark, IP มาให้เราเรียบร้อย เราแค่เลือกจากลิส แล้วก็ดำเนินการกับบริษัทนั้น

สิ่งที่แตกต่างคือ ถ้าเราดำเนินการจด Trademark กับบริษัทที่ amazon เลือกมาให้ เมื่อผ่านขั้นตอน approve เอกสาร ทางบริษัทสามารถส่งเรื่องเพื่อเปิดรับสิทธิ Brand registry ให้สินค้าคุณได้เลย เรียกได้ว่า ลัดขั้นตอน ลดเวลาไป เยอะะะะะะะะะะมาก

ดังนั้นขั้นตอนการดำเนินงาน Brand registry ผ่าน Amazon IP Accelerator Program จะเป็นดังนี้

  1. ลิสสินค้า
  2. จด trademark ผ่านบริษัทที่ร่วมโครงการ (ถ้าเอกสารเรียบร้อย ก็ไปขั้นตอน Brand registry ได้เลย)

ส่วนของค่าใช้จ่ายนั้น เราจ่ายให้กับบริษัททนายปกติ โดย amazon ไม่คิดค่าธรรมเนียม (ฟรี) ซึ่งคร่าวๆ สำหรับค่าดำเนินการจะประกอบด้วย

  • $1800 ค่าแบรนดรีวิว
  • $600 trademark application fee
  • ค่าธรรมเนียมอื่นที่จ่ายให้กับหน่วยงานที่รับจด (ประมาณ $200)

ดังนั้น ต้นทุนสำหรับการทำ Brand Registry ในยุค 2020 ก็จะอยู่ที่ราวๆ 2,600usd ครับ

สำหรับคนที่วางแผนจะจดแน่ๆ Amazon IP Accelerator Program น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีมากๆ เพราะไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มและลดเวลาไปได้มหาศาลครับ

Amazon IP Accelerator Program
เลือกบริษัททนายที่ร่วมโครงการ Amazon IP Accelerator Program

วิธีการร่วมโครงการ หรือต้องการเช็คเรทราคาชัดๆ ง่ายมากไปที่หน้าเว็บสำหรับร่วมโครงการ

ติดต่อ Amazon IP Accelerator Program

จากนั้นเลือกบริษัทที่เข้าตา แล้วคลิกเพื่อติดต่อได้เลย (login amazon)

ปัญหาสร้างลิสใหม่เพื่อขายของใน Amazon ไม่ได้

เมื่อเดือนที่แล้วมีข่าวลือว่าการสมัครเปิด account กับอเมซอนจะถึงขั้นต้องวีดีโอคอลเพื่อสัมภาษ

ตอนที่ได้อ่านก็ขำๆ จนอัพเดตล่าสุดเกี่ยวกับการสร้างลิสใหม่ ทำให้ข่าวลือเรื่องวีดีโอคอลน่าจะจริง

(more…)

ทำไมบางคนเห็นโอกาส แต่บางคนไม่

ราคาไม่เกิน 30 บาท

เป็นโจทย์ที่ผมตั้งไว้ในใจ ตอนที่เดินดูสินค้าใน 7/11 ใกล้บ้าน

จุดมุ่งหมายของภารกิจเช้านี้คือ เลือกสินค้าหนึ่งอย่างใน 7/11 ที่ราคาไม่เกิน 30 บาท

แล้วเอากลับมาลองวิเคราะห์ โอกาสในการนำไปขายบน Amazon

ผมเชื่อว่า ตัวอย่างสินค้าง่ายๆ ใกล้ตัว จะช่วยกระตุ้นไอเดียให้คนที่สนใจ และจริงจังกับการเริ่มต้นขายสินค้าบน Amazon ไม่มากก็น้อยครับ

amazon product selection

หลักการเลือกสินค้ามาสร้างแบรนด์

ต้องบอกซ้ำๆย้ำๆ ก่อนว่า ในบทความนี้จุดประสงค์คือ การเลือกสินค้ามาวิเคราะห์เพื่อต่อยอดไปสู่การสร้างแบรนด์ ไม่ได้แค่เลือกสินค้ามาขาย

แนวทางการขายสินค้าแบบปั้นแบรนด์ หรื Private Label สามารถพบเห็นได้ใกล้ๆ ตัวครับ

เช่น ถ้าคุณไปเดิน Big C จะเห็นแชมพูยี่ห้อที่ผลิตและขายเองโดย Big C อาจขายที่ราคาเท่ากันหรือถูกกว่าแบรนด์อื่นๆ ในท้องตลาด

นี่คือแนวทางสินค้าที่เราจะเลือกวิเคราะห์กันในบทความนี้

อีกเรื่องสำคัญที่ต้องแจ้งไว้ก่อนก็คือ

ผมจะวิเคราะห์ข้อมูลในด้าน Keyword และโอกาสในการแข่งขันเท่านั้น จะไม่พูดถึงกฏระเบียบของสินค้าที่หยิบยกมาเป็นเคส

หลายครั้งที่ผมยกตัวอย่างสินค้า แล้วมีเพื่อนๆ ส่งคำถามว่า

“สินค้านี้มันจะส่งไปได้เหรอ มันเป็นของเหลวนะ”

“สินค้านี้มันมีส่วนผสมที่เป็นไม้นะ จะไม่ติด pesticide เหรอ”

กฏระเบียบเหล่านี้ผมจะไม่หยิบมาพิจารณาในบทความนี้ครับ เพราะนั่นคือสิ่งที่ Seller ต้องนำไปศึกษาต่อยอดเพิ่มเติม

สินค้าแต่ละหมวดหมู่แต่ละชนิด มีรายละเอียดมีกฏระเบียบมากมาย

บางคนมองกฏเกณฑ์เป็นกำแพง บางคนมองเป็นโอกาส

สรุปสั้นๆ ในบทความนี้เราจะวิเคราะห์หาโอกาสเพื่อสร้างแบรนด์ให้สินค้า ด้วยเกณฑ์หลักๆ 3 ข้อ

  1. Keyword ต้องมีลูกค้นหาและเราแข่งขันได้
  2. ต้นทุนในการเริ่มไม่สูงเกินไป
  3. มีช่องทางให้ขยับต่อยอดสินค้าได้

Keyword มีความสำคัญมากๆ โดยเฉพาะการขายของใน marketplace อย่าง Amazon, eBay, etsy

#อยู่ผิดที่ชีวิตเปลี่ยนผมเชื่อว่าการขายของบน amazon เราขายตาม existing demandนั่นคือขายสินค้าตาม keyword…

Posted by Do not tell my boss on Tuesday, December 31, 2019

กระดาษซับมัน

สินค้าตัวนี้มีคนไทยนำไปขายใน Amazon น่าจะหลายคนละ

แค่ลองเอาคำเด่นๆ ที่ตัวสินค้าไปค้นหาบน Amazon ก็เจอ แล้วก็เลือกที่จะสร้างลิสใหม่ ไม่เล่นเกมส์ Buy Box

จุดสำคัญและผมอยากชวนให้คุณตั้งคำถามต่อก็คือ

จริงๆ แล้ว ลูกค้าเขาค้นหาสินค้าด้วยคำนั้น จริงรึเปล่า ?

จากตัวอย่างแรกนี้ เราลองค้นด้วยคำว่า “oil control film”

อเมซอนพบสินค้าประมาณ 125 รายการเท่านั้น

จริงๆ แล้วสินค้าประเภทนี้ ควรจะมีสินค้าที่แสดงออกมามากกว่านี้ เพราะมันคือ สินค้าสามัญ ใครๆ ก็ขาย ใครๆ ก็ผลิต

แล้วเราจะรู้ได้ไงว่า สินค้าแบบนี้ มันควรจะเป็น Keyword อะไร ?

คำถามมี 2 ทางไปสู่คำตอบครับ

  1. ไม่เสียเงิน
  2. เสียเงิน

เริ่มที่แบบไม่เสียเงิน ด้วยการวิเคราะห์จาก list สินค้าที่ขายดีที่สุดในคำนั้นๆ ครับ

จากเคสนี้ list ที่ดูน่าจะขายดีสุดก็น่าจะเป็นเจ้านี้

(3 รายการแรกไม่นับ เพราะเป็นลิสที่เข้ามาเพราะทำโฆษณา)

หลักง่ายๆ คือ สินค้าที่ประสบความสำเร็จเขาจะทำการ optimize หรือปรับปรุงให้ได้ผลลัพธ์ที่สุด เราแค่เรียนรู้จากสิ่งที่เขาได้ทิ้งร่องรอยไว้

ที่ขีดเส้นไว้ คือคำที่ “ผมเดา” ว่าน่าจะเป็น Keyword หลักๆ ของสินค้าตัวนี้

นี่คือวิธีที่ไม่ต้องเสียเงินครับ จ่ายแค่เวลากับประสบการณ์

อีกวิธีคือจ่ายเงิน ให้โปรแกรมช่วยวิเคราะห์

JungleScout เป็นโปรแกรมสำหรับคนขายของใน Amazon ที่ผมหยิบมาสาธิตวิธีการใช้งาน และพูดถึงบ่อย

Product Database หนึ่งในฟั่งชั่นการทำงานบน JS ที่ดีมากๆ สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มขายของออนไลน์ (คนที่ขาย eBay, Amazon…

Posted by Do not tell my boss on Monday, December 30, 2019

หนึ่งในความสามารถของมันก็คือการ reverse engineer เพื่อดูว่าสินค้านั้นๆ มี Keyword อะไรที่เกี่ยวข้องกับมันบ้าง

วิธีการง่ายๆ ก็แค่เอา ASIN ของสินค้า ไปใส่ในช่องค้นหา (Search) ตามรูป

เราก็จะได้ชุด Keyword ที่ระบบตรวจสอบได้จากลิสสินค้า

หน้าที่จากนี้ของเราก็คือ “วิเคราะห์”

ตัดคำที่ไม่ใช่ และหาคำที่เรามีโอกาส

ผมติ๊กเลือก keyword ที่ “ตรง” กับสินค้าจริงๆ และมีปริมาณค้นหาต่อเดือน (30-Day Search Volume (Exact)) เกิน 500

เพื่อสร้างชุด Keyword List ให้สินค้าตัวนี้

ผมเลือกให้ความสนใจ 3 คอลัมม์

  1. Search Volume ปริมาณการค้นหา ยิ่งมากยิ่งดี แต่มากก็อาจจะคู่แข่งมากตามไปด้วย
  2. PPC Bid ราคา (ประมาณ) ค่าโฆษณาต่อคลิก ยิ่งค่านี้สูง ก็หมายความว่า คำนั้นมีการแข่งขันสูง (เกิน 1 usd สำหรับผมจัดว่าหนัก)
  3. Ease to Rank ค่านี้แค่ช่วยให้เราเห็นภาพกว้างๆ ว่าในคำนี้ โอกาสที่เราจะทำอันดับดีๆ ยากหรือง่ายแค่ไหน (100 คือง่ายมาก)

ขั้นตอนต่อจากนี้ เป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา โดยการที่ไล่ดูทีละ keyword บนหน้าเว็บ Amazon จริงๆ ว่า หน้าตาคู่แข่งและสภาพการแข่งขันเป็นอย่างไรบ้าง

จะว่าไปก็คล้ายๆ การประกวดนางงามเหมือนกันครับ รอบแรกๆ ก็ประเมินจากข้อมูล จากนั้นต้องนั่งวิเคราะห์จากสนามจริง

จากรูปด้านบน ผมเริ่มที่ keyword ที่มีปริมาณการค้นหามากที่สุด “blotting paper”

พบว่า มีปริมาณคู่แข่งแค่ 150 รายการ

มีลิสที่ซื้อโฆษณา (Amazon Sponsor Ads) แค่ 1 (ไม่นับ Header ads)

และที่สำคัญ

ลิสที่มีจำนวนรีวิวไม่มาก (หลักหน่วย หลักสิบ) สามารถทำอันดับได้ดี

ประเมินได้ว่า keyword คำนี้ยังมีพื้นที่มีโอกาสให้กับลิสสินค้าใหม่ๆ อยู่

มีบาง keyword ที่พอคลิกไปดูผลการค้นหาบน Amazon พบว่าไม่ตรงกับสินค้า ก็จะตัดคำนี้ออกจากลิส

อย่างที่บอกครับ ขั้นตอนสุดท้ายนี้ อาจใช้เวลานานหน่อย

แต่การคลุกอยู่กับ keyword และสินค้านานก็ยิ่งทำให้คุณเข้าใจตลาดและเห็นคู่แข่งมากยิ่งขึ้น

ประเมินเป็นเกณฑ์คะแนน 7/10

เหตุผลที่ต้องหักคะแนนออกเพราะ สินค้ามีราคาขายเฉลี่ยต่ำไปหน่อย เมื่อเอาค่าใช้จ่ายต่างๆ มาคิดแล้ว ส่วนต่างเหลือน้อยไปนิด

โปรแกรม JS ถ้าสินค้าตัวไหนทำ FBA ให้คุณคลิกที่ตัวเลข Net

ระบบจะแสดงรายละเอียดค่าธรรมเนียมต่างๆ ออกมา

ถ้าคุณรู้ราคาต้นทุนสินค้า (ค่าของ+ค่าส่ง) ก็สามารถประเมินกำไรต่อออเดอร์ได้ทันที

ทั้งนี้ทั้งนั้น อาจจะประเมินคู่กับต้นทุนสินค้าด้วย

แนวทางต่อจากนี้ ผมอาจจะลองซื้อสินค้าจาก 7/11 ชิ้นนี้ส่งไป FBA เพื่อทดสอบ keyword ด้วย Sponsor Ads

ถ้าผลการทดสอบเกิดเป็นยอดขาย หรือมีค่าต่างๆ ที่น่าพอใจ ก็อาจจะขยับไปสั่งผลิตในแบรนด์ของผมเอง แล้วเริ่มทำตลาดและดันอันดับใน keyword ที่ได้วิเคราะห์ไว้

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมคือ บางคนเห็นโอกาสในการต่อยอดสินค้า แม้จะไม่ใช่สินค้าเหล่านี้ แต่พอจะเห็นแนวทางในการเริ่มต้น

ในขณะที่หลายคนพบเหมือนจะเห็นแต่อุปสรรค และมองว่าสินค้าตัวนี้ไม่น่าจะขายได้

อะไรทำให้เราคิดต่างกัน ?

สำหรับการเลือกสินค้าและการมองสินค้าสักชิ้น ผมคิดว่า ประสบการณ์ที่ผ่านมาของแต่ละคนน่าจะมีส่วนอย่างมาก

คนที่เคยขายหรือคลุกอยู่กับการขายสินค้าออนไลน์ ประสบการณ์ช่วยให้เขามองเห็นโอกาส และเขี่ยวให้เขารู้ว่าอะไรไม่จำเป็นต้องเสี่ยง

คนที่เห็นแต่อุปสรรคและความเป็นไปไม่ได้ ถ้าอยากคิดในมุมกลับ ต้องลองเปิดใจให้พื้นที่กับความผิดพลาด

ใช้เวลากับพื้นที่ที่เราจะเข้าไปขายสินค้า

ความสำเร็จแบบฉีกซอง เติมน้ำ แล้วรอสามนาที ไม่มีอยู่จริง – จำเป็นที่เราต้องลองทั้งผิดและถูก

คุณคิดว่าไงครับ ?

Amazon Seller Account เปล่าๆ มีมูลค่าเท่าไหร่ ?

ความยากลำบากในการเปิด Seller Account กับ Amazon ทำให้ราคาของ account เปล่าๆ (ไม่มีสินค้า) ขยับตัวสุงขึ้น

บทความนี้ผมจะบอกข้อมูล และแจกแจงขั้นตอนการขาย Amazon seller account จากประสบการณ์ตรงอย่างละเอียดครับ

(more…)

etsy: เริ่ม – เลิก – ลอง

เดือนนี้ผมมีโอกาสได้ทดลองอะไรหลายอย่าง ชวนให้นึกถึงตอนขายของออนไลน์ใหม่ๆ ถ้าไม่เอาเงินเป็นตัวตั้ง ผมว่าตอนเริ่มนี่สนุกสุดนะ แต่ในความเป็นจริง มันก็หนีเรื่องเงินไม่พ้น

(more…)

#แจก รายการสินค้าที่ขายทำกำไรได้ทันทีบน Amazon

แนวทางแบบ “ซื้อมาขายไป” น่าจะเป็นอะไรที่ง่ายและเริ่มต้นได้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการขายของออนไลน์ หรือขายออฟไลน์

จุดเด่นหรือข้อดีของแนวทางนี้คือ ง่าย, เริ่มต้นได้เร็ว แต่มันก็มีข้อเสียอยู่ไม่น้อย

ก่อนที่จะเริ่มต้น ผมแนะนำให้ดูคลิปสั้นๆ นี้ก่อนครับ

แล้วลองนำไปปรับใช้กับธุรกิจของคุณดู

แจก รายกายสินค้าที่ขายทำกำไรได้ทันทีบน Amazon

#แจก รายการสินค้าที่คุณสามารถเอาไปขายและทำกำไรบน Amazon ได้ทันที !!ข้อดีของแนวทางนี้คือ ง่าย, เร็ว ต้นทุนคือเวลา แต่มันก็มีข้อเสียอยู่บ้าง ติดตามได้ในคลิปครับ.ps. ดาว์นโหลดไฟล์ได้จาก link ในคอมเม้นแรกครับ

Posted by Do not tell my boss on Saturday, August 18, 2018

ในไฟล์ excel นี้ ผมรวบรวมรายการสินค้า 300 รายการที่คุณสามารถเรียนรู้และช่วยให้การเริ่มต้นขายของบน Amazon ง่ายขึ้น

Share to Downloadimage/svg+xml

คลิก Share ที่ปุ่มด้านล่างนี้ เพื่อรับลิงค์สำหรับดาว์โหลดไฟล์

รูปสินค้าของคุณผิดระเบียบ แก้ไขด่วน !!!

Amazon ส่งอีเมล์แจ้ง seller ถึงกฏระเบียบเกี่ยวกับ “รูปภาพ” ในเดือนกันยา (2018) นี้

ลิสที่รูปผิดระเบียบจะมีการ “แบนลิส” รายละเอียดอ่านได้จากบทความนี้ครับ

(more…)

วิเคราะห์สุดยอดสินค้าขายดี 3000 รายการบน Amazon

อีบุคเล่มนี้เขียนจากข้อมูลที่เขาไปสำรวจสินค้า Top sell 3000 รายการ ที่ขายดีบน Amazon จาก 31 หมวดหมู่

เพื่อจะดูว่า listing เหล่านี้มีอะไรที่เราสามารถเรียนรู้ และเอามาปรับใช้ได้จริงบ้าง

#ของโคตรดี แจกฟรีได้ไง !!??

3000 list on amazon
  • Title ควรมีความยาว 40-80 ตัวอักษร
  • วาง keyword ที่โฟกัสที่ต้นๆ ของ title
  • และเทคนิคอื่นอีกเพียบ
Share to Downloadimage/svg+xml

คลิก Share ที่ปุ่มด้านล่างนี้ เพื่อรับลิงค์สำหรับดาว์โหลดไฟล์

รู้จัก Amazon Brand Gate ป้องกันพวกชอบเกาะ !!

เมื่อคืนคุณปุ๊กส่งลิสอันนึงมาให้ดู
เป็นลิสที่ “sell your” ไม่ได้ – เรียกว่าเกาะไม่ได้นั่นเอง

โดยระบบ Amazon แจ้งว่าให้เราต้องส่ง invoice (ตามรูป)
เพื่อขอสิทธิในการขายจากเจ้าของลิสมาก่อน (โอ้ว ใหญ่โตมาก)

(more…)

วิธีการทำ Amazon Brand Registry 1.0

**ปัจจุบัน Amazon Brand Registry เป็นเวอร์ชั่น 2 แล้ว มีการปรับข้อกำหนดและเอกสารที่จำเป็นต้องใช้มากขึ้น เช่น จำเป็นต้องยื่นจด Trademark ก่อน ถึงจะนำมาขอจด Brand Registry กับทางอเมซอนได้

(more…)

Amazon Product Description บรรเจิดด้วย HTML

สินค้าบางประเภท Description (คำบรรยายสรรพคุณสินค้า) อาจแทบไม่จำเป็น แต่สินค้าหลายๆ ตัว Product Description มีความสำคัญและจำเป็นมากๆ

ตัวอย่างที่เคยได้พูดถึงแล้ว คือ เคสของคนไทยที่ต้องการขายสมุนไพรไทยให้กับชาวต่างชาติ แต่สินค้ายังไม่ได้รับการยอมรับ บทความนี้เรามาดูวิธีการสร้าง Product Description สวย ๆ ด้วย html บน amazon กันครับ

(more…)

จับลิสสินค้ารวมกันด้วย Flat file [Variation Merge]

ใครที่เพิ่งโดดมาจับ Flat file แล้วมาดูเทคนิคการรวมลิสนี้ อาจจะงง

ผมแนะนำว่าลองไปไล่อ่านและทำความเข้าใจการเพิ่มและแก้ไขลิสสินค้าบน Amazon ด้วย Flat file ก่อนดีกว่าครับ

(more…)

ติดตั้ง WooCommerce และการตั้งค่า

ต่อเนื่องจาก บทความที่ 1 ตอนนี้คุณจะมี โดเมน (ชื่อเว็บ) และ โฮส (ที่เก็บเว็บ) เป็นของตัวเองแล้ว

บทนี้เราจะมาติดตั้ง plug-in ที่จำเป็นและเริ่มต้นโพสสินค้าชิ้นแรกในร้านของเรากันครับ

Plug-in ที่จำเป็นเพื่อการทำเว็บ Shopping Cart คือ

  • WooCommerce
  • WordPress SEO (เพื่อทำให้เว็บติดอันดับในกูเกิล)

นอกเหนือจากระบบตะกร้าที่จำเป็นสำหรับเว็บ e-Commerce แล้ว
เว็บขายของออนไลน์ที่ดีจำเป็นต้องมีรายละเอียดและนโยบายต่างๆ ประกอบด้วย เช่น

  • Privacy Policy
  • Refund Policy
  • Term & Condition

ทั้ง 3 ส่วนนี้เราสามารถใช้ Privacy plugin สำหรับ wordpress ติดตั้งเพิ่มเติมเข้าไป

หรือจะใช้ template จาก Shopify ก็ได้ครับ

ทําเว็บขายของด้วย WordPress

พูดถึงวิธีทำเว็บไซด์ shopping cart หรือ เว็บขายของที่มีระบบตะกร้า สำหรับธุรกิจขายสินค้าแบบ e-Commerce

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนให้ความสนใจ และอยากทำด้วยตัวเอง แต่อาจจะติดปัญหาที่ความยุ่งยากในการทำ จึงเลือกใช้เว็บไซด์สำเร็จรูปที่มีให้บริการแทน

(more…)

Pin It on Pinterest