Grit สิ่งที่ต้องมี เมื่อคุณไม่มีแต้มต่อในชีวิต

กลับจากออกกำลังกายตอนเช้า ตั้งใจว่าจะอ่านหนังสือเล่มนี้ต่อให้จบ เป็นหนังสืออีกเล่มที่อ่านสนุกของปีนี้ และมีอะไรให้เก็บมาคิดต่อเยอะเลย, “Grit สิ่งที่ต้องมี เมื่อคุณไม่มีแต้มต่อในชีวิต

Angela Duckworth ผู้เขียน เป็นที่รู้จักของหลายๆ คน (รวมถึงตัวเราด้วย) จาก ted talk ที่มีคนเข้าดูเยอะมาก น่าจะเป็นหนึ่งใน ted ที่เราดูซ้ำบ่อย (รองจาก Simon Sinek)

 

หลังจากนั้นไม่นาน เราเห็นหนังสือเล่มนี้แต่ในเวอชั่นภาษาอังกฤษ ลูบคลำอยู่พักใหญ่ ใจก็เกรงว่าจะอ่านได้ไม่เกินสารบัญกับปกหลัง ด้วยความหนาและตัวหนังสือที่ดูจะอุดมสมบูรณ์กว่าหนังสือ pocket book ทั่วไป

ผ่านมานานจนเกือบลืม เพิ่งเห็นว่ามีสำนักพิมพ์ไทยเอามาแปล รีบซื้อมาอ่านทันที และไม่ผิดหวังในเรื่องการแปล ช่วยให้หนังสือเล่มหนาอ่านได้ลื่นและเพลินมาก

Grit สิ่งที่ต้องมี เมื่อคุณไม่มีแต้มต่อในชีวิต

Grit สิ่งที่ต้องมี เมื่อคุณไม่มีแต้มต่อในชีวิต

 

ตลอดหลายปีตั้งแต่เรียนจบ ในหัวเราคิดหมกหมุนแต่เรื่องความสำเร็จ เริ่มต้นด้วยความอยากประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่เมื่อเวลาผ่านกับอายุที่มากขึ้นเราเริ่มสนใจความสำเร็จในมุมอื่น ไม่ใช่ความต้องการเป็นเจ้าของ แต่สนใจเหตุและที่มา อยากรู้อยากเข้าใจว่า ปัจจัยอะไรที่เอื้อให้ใครคนนึงพบเจอกับสิ่งที่มุ่งหมาย ในขณะที่อีกคนที่เก่งและเชี่ยวชาญไม่แพ้กัน กลับต้องล้มเลิกไป

หนังสือเล่มนี้พาเราไปดูข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความสำเร็จ
ศึกษาตัวอย่างๆ หลายรูปแบบ หนึ่งในเคสที่เราชอบและคิดว่าน่าสนใจก็คือ เคสที่ผู้เขียนเข้าไปดูสถิติของหลักสูตรการฝึกทหารที่โหดที่สุดในอเมริกา เพื่อดูว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้คนเก่งระดับหัวกะทิของประเทศล้มเลิกและถอนตัวจากการฝึกกลางทาง แต่คนที่ผ่านการคัดเลือกแบบเส้นยาแดง กลับผ่านการฝึกและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน

ความน่าสนใจของการศึกษาเรื่องนี้ก็คือ ผู้เขียนสามารถแปลงสิ่งที่เป็นนามธรรมหลายๆ อย่างที่จับต้องไม่ได้ ออกมาให้สามารถตีค่าและอ่านความหมายหรือนัยยะของมันได้

ความเก่งในสาขาวิชาวัดได้ด้วยคะแนน
แล้วความเพียร ความทรหดอดทน จะวัดค่าได้อย่างไร
เป็นโจทย์ที่ท้าทายและทำให้หนังสือเล่มนี้น่าสนใจและอ่านสนุก

ถ้าวิทยาศาตร์บอกคุณว่า ส่วนประกอบของความสำเร็จไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ล้วนเกิดจากความเพียร บวกโชค หนังสือเล่มนี้ก็น่าจะช่วยเปิดประตูให้เรามองความสำเร็จในมุมใหม่ และเริ่มลงมือทำสิ่งที่รักอย่างมั่นใจด้วยความทรหด

Keto Diary เดือน 3-4

เข้าสู่เดือนที่ 3 ของความพยายามลดน้ำหนัก เดือนนี้มีหลายครั้งที่ “หลุด” ด้วยข้ออ้างของการไปเที่ยว

ผมพยายามที่จะไม่กดดันตัวเองเกินไป ไม่เครียดกับการควบคุมเรื่องการกินจนเกินไป โดยเฉพาะเวลาที่ต้องไปกับเพื่อน

เดือนนี้เข้าใจคำว่า “วิธีที่ดีต้องเปลี่ยนเป็นวิธีได้” มากขึ้น

จากช่วงเดือนแรกๆ ที่ค่อนข้างจะเคร่งครัดมากๆ ก็เริ่มปรับพฤติกรรมประจำวัน

สังเกตตัวเองว่า แนวทางที่ดูจะสอดคร้องกับชีวิตประจำวันของตัวเองคือ การเลี่ยงแป้งและน้ำตาล บวกกับการควบคุมระยะเวลาในการกิน

อาจจะเรียกว่า low carb + IF ก็ไม่แน่จะผิด (ปรับจากช่วงสองเดือนแรกที่พยายามกินแบบ keto)

วิธีการไม่มีอะไรยุ่งยาก แค่พยายามกินแป้งและน้ำตาลให้น้อยที่สุด และกินมื้อแรกหลังเที่ยง มื้อสุดท้ายก่อนพระอาทิตย์ตก

คลิปอธิบายเรื่องการจัดการพลังงานของร่างกายเราได้ง่าย และเห็นภาพมากๆ

ตัวช่วย:
ซดน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น+น้ำมันงาขี้ม่อน ก่อนออกกำลังกาย (ประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ)

ยกเลิกสมาชิกยิม ออกกำลังกายที่ฟิสเนสของคอนโดแทน

ผลลัพธ์:
น้ำหนัก 96.1 kg. (26 Mar 18)
น้ำหนัก 91.5 kg. (26 May 18)

Keto Diary เดือน 2

“อุปสรรคของการเริ่มต้น คือ ความคาดหวังที่สมบูรณ์แบบ” ผมเชื่อว่า ในช่วงแรกของการเริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง ถ้าคุณใช้เวลาในการเตรียมตัวและข้อมูลที่มากเกินไป อาจจะทำให้ปลายทางหรือเป้าหมายพล่าเลือ (more…)

ความลับที่แท้จริงของเส้นทางสู่ความสำเร็จ

ปีที่ผ่านมา คุณพิชิตเป้าหมายที่ตั้งไว้เมื่อตอนต้นปีกี่อย่าง ??

บางคนเกินครึ่ง
บางคนไม่ถึงครึ่ง
บางคนไม่ได้ตั้ง !!

คุณอาจเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากการตั้งเป้าหมาย
มีอีกแนวทางที่จะช่วยให้คุณทำสิ่งที่หวังไว้ให้ประสบผลสำเร็จได้, ไม่ใช่แค่หลักการ หรือคำพูดปลุกใจ

คุณสนใจมั้ย ??

ผมเจอหนังสือเล่มเล็กๆ นี้โดยบังเอิญ ระหว่างรอเจอเพื่อน
ด้วยความหนาแค่ไม่กี่ร้อยหน้า ผมนั่งอ่านระหว่างรอ และพบว่า เสียงที่ดังในหัวบ่อยมาาาากกก ระหว่างอ่านคือ

เชี่ย นี่กูเลยนี่หว่า

ในโลกที่คำคม และแรงบันดาลใจหาได้ทั่วไป เห็นบ่อยแม้ขณะเข้าส้วม
แต่เดี๋ยวก่อน !!! แรงบันดาลใจเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้คุณประสบความสำเร็จในสิ่งที่มุ่งหวังได้หรอกครับ

กระบวนการเริ่มต้น และลงมือทำอย่างสม่ำเสมอต่างหากที่เป็นความลับสู่ความสำเร็จที่แท้จริง และนี่คือสิ่งที่หนังสือเล่มนี้พูดถึง

mini-habits-review


ทำไมเราถึงไปไม่ถึงเป้าหมาย อะไรคือปัญหา และวิธีการแก้ไข
ทำไมการวิดพื้นแค่ครั้งเดียว ถึงเปลี่ยนชีวิตและวิธีคิดของคนคนนึงไปได้

หนังสือเล่มนี้จะช่วยเยียวยาคุณในฐานะผู้ได้รับผลกระทบจากการตั้งเป้าหมาย แล้วทำไม่สำเร็จ

ผมเขียนเชียร์ราวกับเป็นหนังสือที่ผมเขียนเอง
แต่ไม่ใช่ครับ นี่เป็นหนังสือแปล ที่ได้รีวิวมากกว่า 600 รีวิวบนอเมซอน และถ้าไม่โชคดี คุณก็จะมองข้ามมันไปแน่นอน


mini-habits-book

ให้ของขวัญปีใหม่กับตัวเองรึยังครับ ^_^

เริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวที่ใช่ ไม่ต้องรอให้ตกงาน – เล่มนี้คุ้มค่าทุกสตางค์

เลิกเถียงกันได้แล้วว่าจะ ลาออกมารวย หรือ ทำงานประจำก็รวยได้ เพราะคุณสามารถรวยและมีความสุขได้ ณ นาทีนี้เลย (more…)

เที่ยวเชียงใหม่ นอนหรู กับที่พักหลักร้อย

ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา AirBNB กลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ในเรื่องของที่พัก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยเหตุผล 2 ข้อหลักๆ คือ ความคุ้มค่า และประสบการณ์ที่การนอนโรงแรมให้ไม่ได้ ล่าสุดกับทริปฉลองปีใหม่ที่เชียงใหม่ นอนหรูๆ กับราคาไม่ถึงสี่ร้อยบาทต่อคืน !!! (more…)

เสียดายคนสนใจไม่ได้อ่าน หนังสือดีที่พลาดเพราะปก

หนังสือดีอาจจะไม่ดัง หนังสือดังอาจจะไม่ดี แต่หนังสือดีและดัง อาจจะดับได้ถ้าปกไม่โดน
โพสนี้ขอเอาหนังสือที่ผม #โชคดี ได้อ่านและคิดว่ามันโคตรดี และโคตรดัง แต่คุณอาจจะไม่เคยเห็น หรือเห็นแต่ไม่เข้าตา มาดูกันว่ามีเล่มไหนบ้าง (more…)

Start with WHY โดย Simon Sinek

น่าจะเป็น TED ตอนที่ผมดูบ่อยที่สุด (ซื้อหนังสือมาแต่เพิ่งกระดึ้บไปได้นิดเดียว) เลยขอเอาข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับ concept “Start with WHY” ผู้นำที่ยิ่งใหญ่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ตามได้อย่างไร รวมไว้ในบล็อคนี้ครับ 

(more…)

สร้างธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ต้องเริ่มตอนที่ไม่พร้อม

หนังสือแนวธุรกิจที่รอคอยการแปลไทยอย่างใจจดใจจ่อ รีบไปซอยทันทีที่วางแผง ขอบคุณสำนักพิมพ์ WeLearn ได้ใจไปเลย เพราะจากที่กัดฟันอ่านเวอร์ชั่นอังกฤษบน Kindle บอกเลยว่ามึนตึบ

(more…)

เลิกมโน แล้วใช้ตัวช่วยเพื่อทดสอบไอเดียกันเถอะ

ออกจากงานประจำมาลุยเต็มตัว หรือจะลองทำนอกช่วงเวลางานดี (ถ้าเรตติ้งดีค่อยว่ากัน)

เป็นสองทางเลือกที่ไม่ง่ายครับ ยิ่งถ้ามีปัจจัยอื่นมากดดันด้วยนะคุณเอย

เงินเก็บมีน้อย, ทำงานคนเดียวในครอบครัว บลาๆๆ แต่เดี๋ยวก่อน !!??
นี่จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะวันนี้เรามี…

(more…)

Tony Hsieh ให้อะไรผมผ่านหนังสือ ใช้ความสุขทำกำไร

“ไม่ว่าคุณจะกำลังคิดอะไร คิดมันให้ใหญ่ไว้ก่อน”

Tony Hsieh ผู้ก่อตั้ง Zappos เว็บขายรองเท้าที่ประสบความสำเร็จ
จนยักษ์ใหญ่อย่าง amazon ควบรวมกิจการไปเรียบร้อย

อีกบทบาทของเขาคือผู้เขียนหนังสือ Delivering Happiness
[แปลไทย “ใช้ความสุขทำกำไร” โดยสำนักพิมพ์ We Learn]

นอกจากหนังสือเล่มนี้จะเขียนได้สนุกน่าติดตามแล้ว
ยังสร้างแรงบันดาลใจมากมาย โดยเฉพาะกับคนที่เริ่มทำธุรกิจ
ไม่ว่าจะเริ่มต้นขายสินค้าหรือนำเสนอบริการ

(more…)

Aor Táňa – How i work

เพราะคำจำกัดความของความสำเร็จแต่ละคนไม่เท่ากัน How i work

วันนี้ เรามาติดตามแนวคิด และจุดเริ่มต้นสู่ความสำเร็จของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งจาก ในเส้นทาง e-commerce ว่าเธอคิดและสร้างเส้นทางความสำเร็จในแบบของเธออย่างไร

(more…)

Passive Income ของเรา ไม่เท่ากัน

วันก่อนผมมีโอกาสได้เข้าร่วมงาน open house กับทาง PassiveIncomeCoach

งาน open house ของที่นี่ คือ กิจกรรมที่ทางกลุ่มเปิดโอกาสให้คนทั่วไปที่สนใจและเปิดโอกาสให้กับตัวเอง ได้เข้ามาศึกษาหาความรู้จากนักปฏิบัติตัวจริง

สาเหตุที่ผลักดันให้ผมเข้าไปนั่งรับความรู้กับทาง PassiveIncomeCoach เพราะคำถามหนึ่งที่ว๊าบขึ้นมาในสมอง ตอนกำลังนั่ง ทำงาน ดู list สินค้าและยอดขายกับ amazon

เอ๋ เราจะนั่งทำแบบนี้ไปจนแก่เลยเหรอ ??

Open mind

จากคำถามที่แว๊บเข้ามาวันนั้นทำให้ผมเริ่มคิดหาช่องทางอื่นๆ เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งจากการขายสินค้าในวันนี้ ไปต่อยอดให้เกิดเป็นรายได้เพิ่มในวันต่อๆ ไป

เรียกง่ายๆ ว่า หาวิธีให้เงินทำงานแทนเรา (Money working for you)

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมเริ่มหาวิธีการต่างๆ เริ่มตั้งแต่ ช่องทางสุดฮอตก็คือ หุ้น กองทุน ไปจนถึงอสังหา

โดยอ่านและค้นดูข้อมูลคร่าวๆ จากเว็บต่างๆ ยืนอ่านฟรีจากร้านหนังสือบ้าง

เพื่อดูว่าตัวผมเองจะชอบหรือสนใจเรื่องอะไรเป็นพิเศษ

Passive income รายได้ที่ต้องวางแผน

ก่อนหน้าที่ผมจะได้เปิดโลกทัศน์และความคิดกับ PassiveIncomeCoach

ความเข้าใจของผมเกี่ยวกับ passive income ก็ไม่ต่างจากคนชั้นกลางส่วนมาก ที่อยากจะมีรายได้และเวลามากพอที่จะทำสิ่งต่างๆ แบบวู่วามได้ – -!!

passive-income

แต่ปัญหาคือ ผมยังไม่รู้วิธีการหรือช่องทางที่จะให้เกิดสิ่งเหล่านั้นได้จริงๆ

(ผมคนนึงหล่ะที่ไม่กล้าเชื่อหนังสือรวยทางลัดที่มีขายเต็มร้านหนังสือเมืองไทย !!!)

คุณริกกี้ และทีมงาน PassiveIncomeCoach ได้ทำให้ผมเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่า Passive income ผ่านประสบการณ์ส่วนตัว และช่องทางการสร้างรายได้ในแบบต่างๆ ที่ผมเองก็คิดไม่ถึงมาก่อน

สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆ และหลายคนรวมถึงตัวผมเองมองข้ามไปก็คือ จริงๆ แล้วการสร้าง passive income ความสำคัญน่าจะอยู่ที่การวางแผนและลงมือทำอย่างจริงจังต่อเนื่อง

การเริ่มต้นที่ถูกต้องบวกกับ mindset หรือหลักคิดที่ชัดเจน จะช่วยให้เส้นทางสู่ passive income เป็นจริงได้มากขึ้น

วันที่คุณต้องเลือก ATM

หลักการหนึ่งที่ผมจำได้ดี และอยากแชร์ให้เพื่อนๆ ก็คือ หลัก ATM

A – Acknowledge คือ องค์ความรู้และความเข้าใจที่คุณมีในเรื่องนั้นๆ
T – Time คือ เวลาที่คุณสามารถทุ่มเทให้กับเรื่องที่จะนำคุณไปสู่ passive income
M – Money คือ จำนวนเงินที่คุณสามารถใส่เข้าระบบเพื่อให้มันทำงานแทนคุณ

ในหนึ่งชีวิตของเรา มีหนึ่งสมองสองมือ และเวลาในแต่ละวันที่เท่าๆ กัน คล้องจองกับหลักคิดแบบ ATM นั่นคือ

สิ่งที่คุณต้องเลือกลงทุนหรือให้ความสำคัญ เพื่อเป้าหมายสู่ความสำเร็จของคุณ จากสิ่งที่คุณมี

Your Turn

ด้วยข้อจำกัดมากมายในชีวิต การที่คนคนหนึ่งจะมีปัจจัยทั้งสามอย่างครบถ้วนนั้น อาจจะไม่ง่ายนัก

บางคนอาจไม่มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนมากมาย
บางคนอาจมีเวลาเหลือเฟือ
หรือ บางคนอาจมีเงินทุนที่พร้อมอยู่แล้ว

สำหรับตัวผมเอง ความรู้ในเรื่องของการลงทุนนับว่าน้อยมากๆ (1 คะแนน) พร้อมกับทุนทรัพย์อันน้อยนิด แต่การทำธุรกิจกับ amazon ทำให้ผมมีเวลา

ด้วยเงื่อนไขในชีวิตปัจจุบัน เพื่อให้เข้าใกล้เป้าหมายมากที่สุด การเพิ่มเติมองค์ความรู้ ดูจะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้และมีความจำเป็นมากที่สุด

passive income coach

การที่ผมได้รู้จักกับ PassivIncomeCoach ก็ทำให้ผมมีเป้าหมาย และเส้นทางที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ที่เหลือจากนี้ก็น่าจะอยู่ที่ความตั้งใจ และการลงมือทำ

Canton Fair กวางโจว แบกเป้ อดมื้อกินมื้อ

สำหรับใครที่สนใจหรือตั้งใจจะเดินทางไปทัวร์กวางโจว (Guangzhou) ประเทศจีน เพื่อหาสินค้าหรือเปิดหูเปิดตา ลองติดตามกระเหรี่ยงแบกเป้ไปงานแฟร์ ได้จากบทความดองเค็มนี้ครับ

(more…)

พี่ทอม – How i work

How I work บทความที่อยากรู้แนวคิด, แรงบันดาลใจ และวิธีการทำงาน ที่ผลักดันให้คนหนึ่งคนสร้างพื้นที่ของตัวเอง มีความสุขกับงานและการใช้ชีวิต

สำหรับ iCon คนแรก DNTMb ได้รับเกีตรติจาก พี่ทอม กลุ่ม E-commerce เชียงใหม่

ผู้สร้างธุรกิจจากความรักและการเรียนรู้ แถมยังใจดีแบ่งปันความรู้ ส่งต่อให้กับคนอื่นๆ อีกด้วย

ตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ครับ

ตอนนี้นอกจากขายของทางอินเตอร์เนต ผ่านอีเบย์และเว็บของตัวเองแล้ว ก็ดำเนินการเรื่อง การพัฒนาสินค้าหัตถกรรมเพื่อการส่งออก โดยเน้นการประชาสัมพันธ์ ให้ข้อมูลผ่านทางเว็บครับ

ช่วยเล่าที่มาและเป้าหมายของโปรเจคนี้ให้ฟังหน่อย

ตอนแรกทางจังหวัดเชียงใหม่มีนโยบายที่จะสนับสนุนผู้ประกอบการและผู้ผลิตสินค้าหัตถกรรมของจังหวัดเชียงใหม่ ให้ใช้ช่องทางอินเตอร์เนตเป็นช่องทางจัดจำหน่าย เน้นลูกค้าต่างประเทศ

เพื่อนพี่ที่เคยเจอกันในงานสัมมนารู้ว่าพี่ทำงานด้านนี้อยู่ ก็เลยติดต่อให้พี่จัดอบรมเรื่องหลักการขายของและการเปิดร้านให้กับผู้ผลิต

แต่ผู้ผลิตนี่เขาเป็นชาวบ้าน เขาถนัดแต่การผลิตอย่างเดียวจริงๆ อย่าว่าแต่ขายของไปต่างประเทศเลย ขายในไทยยังไม่ได้เลย

เพราะไม่ใช่ว่าเปิดเว็บแล้วจะขายได้ ต้องมีการทำการตลาดตอบคำถามลูกค้า อะไรอีกสารพัด ซึ่งอบรมเสร็จก็ยังไม่มีใครเปิดได้ซักคน

พี่ก็เลยรวบรวมคนจากฝั่งที่อยากขาย เพราะพี่ชอบเข้าไปใน thaiseoboard แล้วเห็นมีแต่คนอยากขายแต่ไม่รู้จะขายอะไร

ก็เลยไปประกาศนัดรวมกลุ่มกัน เพื่อเอาสินค้าจากฝั่งผู้ผลิตมาให้คนอยากขาย ลองเอาไปขายดู

ทีนี้ก็เจออีกปัญหานึงก็คือ สินค้าหัตถกรรมของเชียงใหม่ มันขายได้ด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว

แต่มันจะติดตรงที่สินค้าเคยเป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้นมาหลายปี ถ้าขายกันเยอะๆ เข้า มันก็จะไม่พ้นการแข่งขันทางด้านราคากันอีก

และอีกข้อคือ ผู้ผลิตเขาก็อยากพัฒนาสินค้าแต่ก็ไม่รู้อีกว่าจะพัฒนาไปแบบไหน-ยังไง

พี่เองที่ขายของให้กับลูกค้าต่างชาติมาหลายปี ก็เริ่มรู้รสนิยมลูกค้า บวกกับได้รับคำแนะนำจากอาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งอาจารย์คนนี้ เขาก็เคยทำสินค้าส่งออกมาหลายปี

ก็ให้คำแนะนำเลยว่าขายสินค้าวัฒนธรรม โดยเฉพาะวัฒนธรรมล้านนา นี่กำลังมา อ้าว ทีนี้ก็เป็นเรื่องล่ะ

พี่เองแม้จะเรียนและอยู่เชียงใหม่มาหลายปี แต่ก็ไม่เคยศึกษาวัฒนธรรมล้านนาเลย

เชียงใหม่ในปัจจุบันเอง ก็คล้ายๆ กรุงเทพเข้าไปทุกทีล่ะ แต่เหมือนฟ้าบันดาล สวทช. เชียงใหม่ มีโครงการ Lanna Collection ที่จะพัฒนาผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าส่งออก ให้ใส่วัฒนธรรมเข้าไปในสินค้าอยู่แล้ว ซึ่งอบรมสำเร็จไปแล้ว 1 รุ่น

(ใครไปงาน BIG&BIH ในต้นปี 2013 จะเป็นบูต Lanna Collection นี้) และกำลังจะเปิดรุ่น 2 พอดี แต่พี่ไม่ได้เป็นผู้ผลิตสินค้าส่งออกจะเข้าร่วมกับเขาก็ยังไงอยู่

แต่ก็บอกแล้ว เหมือนฟ้าบันดาล เพื่อนพี่สมัยที่เรียน มช. มาด้วยกัน เป็น ผอ. โครงการนี้พอดีอีก ก็เลยขอเข้าร่วมกับเขาไปด้วยเลย (จริงๆ ก็เข้าร่วมในฐานะ ตัวแทนจากพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ด้วย

เพราะตอนที่เข้าไปอบรม เขาก็ตั้งให้เป็นที่ปรึกษา แต่เป็นเพื่อนกันก็เลยคุยกันง่ายหน่อย)

ที่นี่เขาให้ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ล้านนา เน้นประวัติศาสตร์ศิลป์ สอนโดยอาจารย์วิถี พาณิชพันธ์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ในรุ่นพี่รับหน้าที่เป็นคนที่เอาสินค้าไปประชาสัมพันธ์ผ่านเว็บ และ Digital Marketing นี่ก็เพิ่งกลับมาจากเชียงตุง (ประเทศพม่า)

ศิลปล้านนาดั้งเดิมนี่ในตัวจังหวัดเชียงใหม่ ไม่ค่อยมีเหลือแล้ว (เชียงตุงเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนามาก่อนที่ล้านนา จะผนวกเข้ากับสยาม

หลังจากนั้นก็ต้องเสียไปให้อังกฤษ แล้วก็ตกเป็นของพม่าหลังจาก พม่าประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ) ที่เน้นไปที่วัฒนธรรม เพราะวัฒนธรรมนี่ เป็นของใครของมัน

ไม่มีใครเลียนแบบกันได้ เป็นภูมิคุ้มกันสินค้าจากจีนได้อย่างดี

โปรแกรมอะไรที่ขาดไม่ได้เลยเวลาทำงาน

โปรแกรมสามัญประจำเครื่องที่ใช้เลยก็คือ Excel สำหรับเก็บข้อมูลสินค้า และใช้สำหรับการวางแผนการตั้งราคาสินค้า ประมาณการกำไรขาดทุน ใช้ได้หมด

แม้แต่ HTML ที่ใช้สำหรับเว็บ ยังเอามายัดใส่ในนี้ได้ เพราะมันสามารถแปลงไปเป็น cvs แล้วโหลดขึ้นเว็บได้ทันที ง่ายกว่าด้วย

อีกอันนึงก็คือ Dreamweaver กับ Photoshop ใช้สำหรับทำเว็บ แต่โดยมากจะเริ่มจากเขียนบนกระดาษเอาไว้ก่อน แล้วค่อยมาทำให้เป็นรูปเป็นร่างด้วยโปรแกรมเอา

เพลงอะไรที่ชอบระหว่างทำงานครับ

ถ้าเป็นตอนที่วางแผนหรือต้องคิดอะไร จะใส่หูฟังไว้เฉยๆ แต่ไม่เปิดเพลงนะ เพราะมันจะเงียบ หรือฟังเสียงความเงียบนั้นแหละ

แต่ถ้าเป็นตอนที่ทำงานตามที่ได้วางแผนเอาไว้แล้ว ก็จะเปิดฟังไปเรื่อย ๆ มีอยู่หลายคน ทั้ง บอดี้แสลม, มารูน5, นูโว แล้วก็เพลงใหม่ๆ ที่กำลังดัง ให้มัน Random ไปเรื่อยๆ

อะไรที่คิดว่าคุณทำได้ (ดี/แตกต่าง) จากคนอื่น

พี่คิดว่าตัวเองมีจุดแข็งที่เรียนรู้อะไรได้เร็วนะ อย่างสมัยเวลาทำงานประจำ มีงานอะไรใหม่ๆ มานี่ จะเป็นคนแรกๆ ที่ต้องรับเลยนะ แล้วค่อยมาสอนคนอื่นๆ ต่อ อีกอย่างนึงก็คือ

พี่ทำงานได้เร็ว คือทำงานแบบคนขึ้เกียจไง ทำงานให้ได้ผลอย่างเดียวกัน แต่จะคิดหาวิธีที่ทำให้ต้องทำงานน้อยที่สุด ก็จะใช้เครื่องมือโน่นช่วย ใช้เครื่องมือนี้ช่วย

แต่มันก็มีข้อเสียที่อยู่่ฝั่งตรงข้ามคือ พี่เรียนรู้ได้เร็ว ก็จะเบื่องานที่ต้องทำซ้ำซากจำเจได้ง่าย และทำงานเร็ว ก็จะทำงานที่ต้องใช้ความละเอียด ปราณีต

เช่นพวก บัญชีหรือศิลปนี่ไม่ได้เลย ต้องหาคนที่ทำงานพวกนี้ได้ เข้ามาอยู่ในทีม

ปกตินอนเวลาไหนครับ

โดยส่วนใหญ่แล้ว จะหลังตี 4 ตื่นก็เที่ยงๆ เว้นแต่วันรุ่งขึ้นจะมีงานสัมมนาหรือมีนัดเช้าก็จะนอนประมาณ ตี 2 ไม่ใช่ว่างานเยอะแล้วต้องเคลีย แต่เนตกลางคืนมันเร็วกว่า และออกไปไหนไม่ได้ ก็เลยต้องอยู่ทำงานที่บ้าน

ดูโน่นดูนี่ไปเรื่อย และก็ลูกค้ามักจะเมลล์มาช่วงเวลานี้ ถ้าตอบได้อย่างรวดเร็วมักจะขายได้ทันที

คำแนะนำหรือข้อคิดอะไรที่ดีที่สุดที่เคยได้รับและอยากแชร์

หาตัวเองให้เจอก่อนเป็นอันดับแรก ว่าตัวเองถนัดอะไร ชอบสิ่งไหน ยังไง ถ้าเจอตัวเองแล้ว ที่เหลือก็ง่าย

พี่ว่าปัญหาของคนสมัยนี้ส่วนใหญ่คือ หาตัวเองไม่เจอ เลยหาทางที่ปลอดภัย ด้วยการทำตามคนอื่นไปก่อน คิดว่าทำไปเรื่อยๆ แล้วเดี๋ยวก็เจอ บางทีกว่าจะรู้ตัวก็แก่ไป หรือช้าไปล่ะ

เมื่อเรารู้ตัวว่าชอบและถนัดอะไร เราก็จะรู้ล่ะว่าไม่ชอบและไม่ถนัดอะไร ก็จะหาเพื่อนที่จะมาช่วยเสริมหรือลบข้อด้อยของเราได้ บางคนอาจจะคิดว่าถ้าเรารู้ข้อด้อย เราก็พัฒนาหรือปรับปรุงซิ

แต่แทนที่เราจะปรับปรุงข้อด้วย เอาเวลาไปพัฒนาข้อเด่นของเรา ให้ยิ่งเด่นขึ้นไป มันจะดีกว่า

ลองดูคนที่เขาโดดเด่นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ได้ เขาเด่นเพราะจุดแข็งของเขามันเด่นมากกว่าคนอื่น ไม่ใช่เด่นเพราะเขาไม่มีข้อด้อย แต่สิ่งที่เด่นมันกลบข้อด้อยจนคนอื่นไม่สนใจต่างหาก

ดังนั้น จงรู้ว่าตัวเองเก่งอะไร แล้วพัฒนาให้มันเก่งสุดๆ ไปเลย แล้วก็หาคนที่เด่นในเรื่องที่เราด้อยมาร่วมทีมกับเรา แต่ละคนมีความถนัด, ความสามารถ ความชอบไม่เหมือนกัน

ถ้าเรารู้จักตัวเราก่อน รู้ว่าจุดแข็งเราอยู่ที่ไหน จุดอ่อนมันก็อยู่ตรงนั้นแหละ เราก็สามารถหาเพื่อน หรือหาทีมที่มาช่วยอุดตรงนั้นได้ แล้วเราจะทำงานได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาทำงานที่ไม่ถนัด เพราะงานที่เราไม่ถนัด เราจะเสียเวลากับมันมากกว่าปกติ

คำนิยามการทำงานของคุณ

พี่ทำงานเพื่อให้มีเวลาว่าง (งงมั๊ย !!) คือที่ลาออกจากงานประจำ เพราะอยากมีเวลาว่างเพื่อให้ได้ใช้ชีวิต ไม่ได้เน้นที่เงิน

ถ้าจะอยากได้เงินมากกว่านี้ก็ทำได้นะ แต่ต้องเอาเวลาของชีวิตเราไปแลก ดูยังไงมันก็ไม่คุ้ม ทำให้แค่พอมีเงิน มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีเวลาเที่ยว มีเงินเก็บบ้าง แต่ไม่ต้องทำ ทำ ทำ แล้วเก็บเงินรอไปเที่ยว

จะรู้ได้ไงว่าจะได้อยู่ใช้ มั่นใจได้มั๊ย ว่าเดินออกจากบ้านแล้วอยู่ๆ รถจะไม่มาชนตาย แต่ก็ไม่ได้ใช้ซะจนหมดเลยนะ ให้มันพอดี


คลิปเสียงจากงาน Meeting ครั้งที่ 4

credit : Facebook E-commerce Chaing-mai group

Pin It on Pinterest